สึนามิทุเรียนมาเลย์ : เมื่อผลผลิตออกพร้อมกัน จากปริมาณล้นตลาด สู่โจทย์คุณภาพที่ยังไม่ถึงมาตรฐานส่งออก
ทุเรียนพันธุ์พรีเมียมและเป็นที่รู้จักของมาเลเซีย เช่น มูซังคิง (Musang King), แบล็กธอร์น (Black Thorn) และ D24 มีราคาจำหน่ายในหลายพื้นที่อยู่ที่ประมาณ 10–15 ริงกิตต่อกิโลกรัม หรือราว 75–115 บาทต่อกิโลกรัม (คำนวณที่ 1 ริงกิต ≈ 7.6 บาท) จากเดิมที่ในช่วงพีคเคยขายได้สูงถึง 60–80 ริงกิตต่อกิโลกรัม หรือประมาณ 450–610 บาทต่อกิโลกรัม
แม้จะเป็นผลจากกลไกตลาดตามฤดูกาล แต่การลดลงของราคาทุเรียนอย่างรวดเร็ว ก็ทำให้ผู้ค้าส่งและเกษตรกรหลายรายนิยามสถานการณ์นี้ว่าเป็น “สึนามิ” ของทุเรียนมาเลเซีย
👉ผลผลิตออกพร้อมกัน ดันราคาลง
ผู้ประกอบการในพื้นที่ให้ข้อมูลว่า การเก็บเกี่ยวที่ทับซ้อนกันในหลายเขต เช่น ลาปู (รัฐปะหัง) และเซจามัต (รัฐยะโฮร์) ทำให้ปริมาณทุเรียนไหลเข้าสู่ตลาดในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะที่กำลังซื้อไม่สามารถรองรับได้ทัน ส่งผลให้ราคาปรับลดลงตามกลไกตลาด ในบางสวนของรัฐปะหัง ราคามูซังคิงเฉลี่ยลดลงต่ำกว่า 10 ริงกิตต่อกิโลกรัม หรือราว 70 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งถือว่าต่ำกว่าระดับที่เกษตรกรจำนวนมากประเมินว่า “คุ้มต้นทุน”
👉แคมเปญระบายผลผลิตช่วยขยับตลาด
เมื่อปริมาณทุเรียนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ค้าหลายรายเลือกใช้การส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นการบริโภค เช่น
- ขายเหมาถุงในราคา 133 ริงกิต (ประมาณ 1,000 บาท) ตกเฉลี่ยเพียง 65–70 บาทต่อกิโลกรัม
- หรือขายแบบถุงละ 25 ริงกิต (ประมาณ 190 บาท) ซึ่งคิดเป็นราคาราว ผลละไม่ถึง 10 บาท
มาตรการเหล่านี้ช่วยให้ทุเรียนหมุนออกจากสวนได้เร็วขึ้น แม้จะเป็นราคาที่ต่ำกว่าช่วงปกติอย่างมาก
👉ต้นทุนการผลิตยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ
เจ้าของสวนทุเรียนมูซังคิงในรัฐยะโฮร์รายหนึ่งระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการดูแลต้นทุเรียนอยู่ที่ประมาณ 600 ริงกิตต่อต้นต่อปี หรือราว 4,500 บาท ครอบคลุมทั้งปุ๋ย สารป้องกันศัตรูพืช น้ำ แรงงาน และการบำรุงรักษา ขณะที่เกษตรกรอาวุโสบางรายให้ความเห็นว่า เมื่อรวมต้นทุนแรงงานและค่าใช้จ่ายแฝงแล้ว ราคาขายไม่ควรต่ำกว่า 20 ริงกิตต่อกิโลกรัม (ประมาณ 150 บาทต่อกิโลกรัม) จึงจะสามารถรักษาความคุ้มค่าในการผลิตได้
👉ความต้องการจากจีนชะลอลง
อีกปัจจัยที่ส่งผลต่อราคา คือ ความต้องการนำเข้าจากจีน ซึ่งเป็นตลาดทุเรียนรายใหญ่ของโลก มีสัญญาณชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลให้แรงดูดผลผลิตจากต่างประเทศลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ผู้แทนภาคการส่งออกทุเรียนมาเลเซียประเมินว่า ระดับราคา 35–40 ริงกิตต่อกิโลกรัม หรือประมาณ 265–300 บาทต่อกิโลกรัม น่าจะเป็นช่วงราคาที่สมดุลและยอมรับได้มากกว่าในระยะยาว และมีโอกาสน้อยที่ราคาจะกลับไปสูงเท่ากับเมื่อสิบปีก่อน เนื่องจากพื้นที่ปลูกทุเรียนของประเทศเพิ่มขึ้นแล้วหลายเท่าตัว
👉FAMA ชี้ “ปัญหาไม่ได้อยู่ที่พันธุ์ แต่คือคุณภาพจากสวนใหม่”
ข้อมูลล่าสุดจาก สำนักการตลาดการเกษตรแห่งชาติมาเลเซีย (Federal Agricultural Marketing Authority :FAMA) ช่วยอธิบายภาพที่ชัดขึ้น โดยระบุว่า ทุเรียนจากสวนใหม่จำนวนมาก แม้จะติดฉลากว่าเป็นทุเรียนคุณภาพสูงหรือพันธุ์พรีเมียม แต่กลับไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานการส่งออก ทั้งในด้านรูปร่าง ความสม่ำเสมอของเนื้อ ปริมาณของแข็ง รสชาติ และระดับความสุกงอม
สวนทุเรียนจำนวนมากมีอายุไม่ถึง 10 ปี ต้นยังอ่อน ระบบรากยังไม่มั่นคง และการจัดการสวนยังไม่สอดคล้องกับเป้าหมายเชิงพาณิชย์ เช่น การให้ปุ๋ย การตัดแต่งกิ่ง การควบคุมดอกและผล เมื่อผลผลิตไม่ผ่านมาตรฐานส่งออก ทุเรียนเหล่านี้จึงไม่สามารถออกไปสู่ตลาดต่างประเทศได้ และสุดท้าย ไหลกลับมาสู่ตลาดภายในประเทศทั้งหมด
👉เมื่อทุเรียน “พรีเมียม” ไม่ได้ออกนอกประเทศ ตลาดในประเทศจึงรับภาระ
การที่ทุเรียนจากสวนใหม่จำนวนมากไม่สามารถส่งออกได้ ทำให้ตลาดภายในประเทศต้องรองรับผลผลิตส่วนเกินในระยะเวลาอันสั้น ระบบค้าส่งและค้าปลีกที่มีขีดความสามารถจำกัดจึงถูกกดดันอย่างหนัก ส่งผลให้ราคาทุเรียนในประเทศปรับตัวลงต่อเนื่อง
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ทุเรียนจากสวนใหม่เท่านั้น แต่ยัง กระทบต่อทุเรียนพื้นบ้านและสวนดั้งเดิม ซึ่งต้องเผชิญการแข่งขันด้านราคาจากทุเรียนที่ถูกวางตลาดในชื่อ “พรีเมียม” แต่จำหน่ายในราคาต่ำ ทำให้ราคาทุเรียนพื้นบ้านบางพื้นที่ลดลงเหลือเพียงไม่กี่ริงกิตต่อกิโลกรัม จนไม่คุ้มต้นทุนการผลิต
👉ตลาดส่งออกมองมากกว่าชื่อพันธุ์
FAMA เน้นย้ำว่า ตลาดส่งออกไม่ได้พิจารณาเพียงแค่ “ชื่อพันธุ์” แต่ให้ความสำคัญกับ ความสม่ำเสมอของคุณภาพ, ความแน่นอนของมาตรฐาน และความสามารถในการจัดหาที่มั่นคงในระยะยาว หากอุตสาหกรรมมุ่งขยายพื้นที่ปลูกและเร่งผลตอบแทนระยะสั้น โดยละเลยระบบคัดเกรดและการวางตำแหน่งตลาดที่ชัดเจน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ ส่งออกไม่ได้ และตลาดในประเทศก็รับภาระไม่ไหว
👉ทางออกที่มาเลเซียกำลังถูกบีบให้ต้องคิด
ข้อเสนอจากภาคนโยบายและภาคอุตสาหกรรมเริ่มชัดเจนขึ้น ได้แก่
- แยกมาตรฐานการผลิตระหว่าง “ทุเรียนสำหรับตลาดในประเทศ” และ “ทุเรียนเพื่อการส่งออก” อย่างชัดเจน
- กำหนดฉลาก ช่วงราคา และตำแหน่งตลาดของทุเรียนจากสวนใหม่ เพื่อลดการแข่งขันทับซ้อนกับสวนดั้งเดิม
- เสริมระบบให้คำแนะนำทางเทคนิค และกลไกรับซื้อแบบแบ่งระดับคุณภาพ เพื่อกำหนดปลายทางผลผลิตตั้งแต่ต้นทาง
👉บทเรียนสำคัญที่ประเทศผู้ปลูกต้องมองให้ไกล
สถานการณ์ “สึนามิทุเรียนมาเลย์” ในครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่า คุณค่าของอุตสาหกรรมทุเรียนไม่ได้อยู่ที่ปริมาณในระยะสั้น แต่ขึ้นอยู่กับชื่อเสียง คุณภาพ และเสถียรภาพราคาในระยะยาว การเติบโตที่ยั่งยืนจำเป็นต้องเดินพร้อมกันทั้งด้านวิชาการ การจัดการสวน และการตลาด
สำหรับประเทศผู้ปลูกในภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย บทเรียนจากมาเลเซียอาจเป็นสัญญาณเตือนสำคัญว่า การขยายพื้นที่ปลูกต้องมาพร้อมการยกระดับคุณภาพและการวางตำแหน่งตลาดที่ชัดเจน มิฉะนั้น “ผลผลิตที่มากขึ้น” อาจกลายเป็นแรงกดดันต่อราคามากกว่าคำตอบของความมั่นคงในอาชีพเกษตรกร
อ้างอิง :
https://mp.weixin.qq.com/s/r7vo9-ZEQpxog09-N1jbTA
https://mp.weixin.qq.com/s/SxGkUIiiR1ldjMqFVhMhjQ
.jpg)

